Prakhampee.net
What is God like?

พระเจ้าเป็นอย่างไร?

พระนามของพระเจ้าคือ YHWH ซึ่งหมายถึง “เราเป็นผู้ที่เราเป็น” หรือ “เราจะเป็นผู้ซึ่งเราจะเป็น” (อพยพ 3:14) พระเจ้าทรงนิยามพระองค์เอง และไม่ได้ขึ้นกับใครหรืออะไรอื่นใด พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ไม่ปรากฎแก่ตา (โคโลสี 1:15) และเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ (โรม 11:33) นี่หมายความว่าวิธีเดียวที่เราจะรู้จักว่าพระเจ้าทรงเป็นอย่างไรนั้น พระองค์จะต้องเป็นผู้ริเริ่มที่จะบอกเราและสำแดงพระองค์เองแก่เรา (ยอห์น 1:18) นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพระองค์ทรงให้เราเห็นสิ่งที่ทรงสร้าง (สดุดี 19)ให้ผู้เผยพระวจนะ ให้พระคัมภีร์ และเหนือสิ่งอื่นใด ให้พระเยซูคริสต์แก่เรา (ฮีบรู 1:1-3)

พระเจ้าทรงเป็นความรัก (1 ยอห์น 4:8, 16) พระเจ้าทรงเป็นนิรันดร์ (1 ทิโมธี 1:17); และพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (กิจการ 17:24-25) เราอาจจะถามว่า “ถ้าพระเจ้าทรงรักตั้งแต่นิรันดร์กาล แล้วพระองค์ทรงรักใครก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างโลก” คำตอบก็คือ พระเจ้าองค์เดียว (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4) เป็นสามพระภาค (มัทธิว 28:19): พระบิดา (เอเฟซัส 3:11) พระบุตร (1 ยอห์น1:2) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ฮีบรู 9:14) และโดยธรรมชาติแต่ละองค์รักซึ่งกันและกันตั้งแต่นิรันดร์กาล (ยอห์น 3:35) พระเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียวกันในความหลากหลาย ในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงทำงานร่วมกันในความกลมเกลียวแห่งรักอันสมบูรณ์แบบ  (ยอห์น 5:19-20)

สิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนเป็นผลมาจากความรักอันล้นไหลของพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่น พระบิดา (ปฐมกาล 1:1) พระบุตร (โคโลสี 1:16) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ (สดุดี 104:30) ทรงร่วมกันสร้างจักรวาล (สดุดี 33:6) นี่หมายความว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงผู้ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแต่พระองค์มีอยู่แล้ว (ปฐมกาล 1:1 ฮีบรู 11:3) และเพราะพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่ง (สดุดี 33:6) พระองค์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่ง (สดุดี 95:5) และทรงสมควรได้รับคำสรรเสริญ (สดุดี 33:8-9) และความรักของเราทั้งหมด (มัทธิว 22:37) เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ การที่จะรักพระบุตรก็คือรักพระบิดา (1 ยอห์น 2:23) และในทางกลับกันด้วย (ยอห์น 8:42) คุณไม่สามารถมีพระองค์หนึ่งโดยไม่มีอีกพระองค์ได้

ความรักของพระเจ้าล้นไหลมาถึงสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างผ่านทางของประทานด้วยใจกว้างขวางของพระองค์ที่มาถึงเราไม่ว่าจะเป็นอาหาร ความสุข แสงแดด และสายฝน (กิจการ 14:17) พระเจ้าทรงรักที่จะประทานของขวัญดีๆ ให้แก่โลกนี้ (ยากอบ 1:17) ทรงประทานให้แม้กับศัตรูของพระองค์ (มัทธิว 5:44-48)

ความรักของพระเจ้าที่มีต่อบรรดาศัตรูของพระองค์นั้นชัดเจนมากในพระกิตติคุณ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ (เลวีนิติ 19:2) และยุติธรรม (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:4) และพระองค์ได้ทรงเตือนเราว่าความบาปของเราจะทำให้เราเป็นมลทินและสมควรได้รับความตายและนรก (ปฐมกาล 2:17; โรม 1:32) สิ่งนี้ทิ้งให้เราตกอยู่ในอันตราย เพราะเราทุกคนล้วนทำบาปต่อพระเจ้า (โรม 3:10-12) เราไม่แม้แต่จะขอบพระคุณพระองค์สำหรับความกรุณาที่มีต่อเราและต่อคนอื่น (โรม 1:21) แต่เรากลับใช้ของขวัญแห่งพระกรุณาของพระเจ้าทำร้ายพระเจ้าและคนอื่น (เอเฟซัส 2:3) แต่เพราะพระเมตตาและความรักอันใหญ่หลวงของพระเจ้า (เอเฟซัส 2:4) เมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมา พระองค์จึงได้ทรงประทานพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวผู้เป็นที่รักของพระองค์ (ยอห์น 3:16) เข้ามาในโลกนี้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง (ยอห์น 1:14) พระเยซูได้สละชีวิตของพระองค์เพื่อพวกเรา (ยอห์น 10:11) เพื่อโดยทางความเชื่อในพระเยซูเท่านั้น (กิจการ 4:12) เราจึงสามารถได้รับความรอดจากการถูกลงโทษที่เราสมควรได้รับ (1 เปโตร 3:18) พระเจ้ายังได้ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ เพื่อเราจะสามารถถูกรับเข้าไปอยู่ในครอบครัวของพระเจ้าได้ในฐานะบุตรชายบุตรสาวที่ได้รับการให้อภัย (โรม 8:15-17) และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยรักเหมือนพระเจ้า (กาลาเทีย 5:22-25)

สี่สิบวันหลังจากพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์จากความตาย พระองค์ได้เสด็จกลับสู่สวรรค์ (กิจการ 1:9-11) ที่ที่ตอนนี้พระองค์ทรงนั่ง ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าพระบิดา (กิจการ 2:33) โดยพระวิญญาณของพระองค์ ตอนนี้พระเจ้าทรงอยู่ในลูกๆ ของพระองค์ (1 โครินธ์ 6:19-20) อย่างไรก็ตาม ในวันพิพากษา พระเยซูจะเสด็จกลับมาในโลกนี้ (กิจการ 17:31) เพื่อลงโทษบรรดาผู้ที่ปฏิเสธที่จะเชื่อในพระกิตติคุณของพระองค์ (2 เธสะโลนิกา 1:8-10) พระองค์จะโยนทุกคนที่ไม่ได้รับการให้อภัยลงไปในบึงไฟนิรันดร์ (วิวรณ์ 20:15) จากนั้น พระเจ้าเองจะลงมาที่โลกและสถิตอยู่กับบรรดาลูกๆ ของพระองค์ผู้ได้รับการให้อภัยและได้รับการทรงสร้างใหม่ ปราศจากความบาป ตลอดนิตย์นิรันดร์ (วิวรณ์ 21:3-4)

Prakhampee

ติดตามเราได้ทางช่องทางนี้