Prakhampee.net

คำถามนี้เป็นคำถามที่สำคัญมากที่คริสเตียนใหม่ทุกคนควรจะถาม การมาเป็นคริสเตียนนั้นเปรียบเสมือนกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีมิตรภาพใหม่ และความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในโลกนี้ และเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรู้ว่าเราจะสามารถเข้าใกล้พระเจ้ามากยิ่งขึ้นได้อย่างไร และจะดำเนินชีวิตเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ได้อย่างไร วิธีที่จะช่วยให้เรารู้จักกับพระเจ้าและดำเนินชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ได้นั้น ได้แก่

1.สิ่งที่สำคัญที่สุดเลย คือการใช้เวลากับพระเจ้า การศึกษาและอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานกับพระองค์ – บอกพระองค์ว่าคุณสงสัยอะไร, หรือมีอะไรที่คุณกำลังเป็นห่วง หรือเป็นกังวล อธิษฐานขอความช่วยเหลือและการทรงนำที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ และขอความเข้าใจจากพระองค์ว่าการเป็นคริสเตียนนั้นหมายความว่าอย่างไร การศึกษาพระคัมภีร์และการอธิษฐานควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณทุกๆวัน ซึ่งคำศัพท์ที่กลุ่มคริสเตียนใช้เรียกช่วงเวลานั้นคือ การเฝ้าเดี่ยว และคุณควรจะมีเวลาศึกษาพระวจนะของพระเจ้าและอธิษฐานร่วมกันกับพี่น้อง คริสเตียนคนอื่นด้วย ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทุกวัน มัทธิว 6:6, ยากอบ 4:8, สดุดี 1:1-6 , มาระโก 1:35-37 

2. อธิษฐานขอการให้อภัย คริสเตียนทุกคนจะยังคงทำบาปถึงแม้ว่าเราเองได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว เพราะว่าเรายังคงมีศัตรูที่เกลียดชังเรา และเกลียดชังพระเจ้า ดังนั้นเมื่อใดที่คุณรู้ว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ไม่พอพระทัยพระเจ้า คุณจะต้องหยุดทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้น และขอให้พระเจ้าทรงให้อภัยและชำระคุณให้สะอาด 1 ยอห์น 1:8-9, สดุดี 32:5, สุภาษิต 28:13

3. ไปคริสตจักร หรือพบปะกับคริสเตียนคนอื่นๆ เพื่อแบ่งปันและหนุนใจกันและกันในการดำเนินชีวิตคริสเตียน เพื่อที่จะได้รับคำสอนอย่างเป็นทางการเพื่อที่จะเติบโตขึ้น กิจการ 2:42, ฮีบรู 3;13, ฮีบรู 10:24, 1 เปโตร 2:5-6, ฮีบรู 10:25

4. อ่านหนังสือคริสเตียนหลายประเภท- การสอน, คำพยานชีวิตของคริสเตียนคนอื่นๆ , ชีวประวัติของคริสเตียนคนอื่น ๆ, หนังสือที่ผู้เขียนแบ่งปันจากการใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวของเขาหรือหนังสือที่มีหัวข้อเฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตคริสเตียนหรือพระวจนะของพระเจ้า

5. การประกาศหรือการเป็นพยาน- การแบ่งปันความเชื่อและประสบการณ์ที่คุณมีกับพระเจ้ากับคนที่ยังไม่รู้จักพระองค์ การทำสิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีโอกาสรวบรวบสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และช่วยให้ความมั่นใจกับคุณว่าทำไมคุณถึงมารู้จักกับพระเจ้าตั้งแต่แรก และจะช่วยให้คุณมีโอกาสที่จะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าโดยการเล่าคำพยานของคุณ หรือ สิ่งที่พระเจ้าได้ช่วยเหลือคุณ 2 เปโตร 3:15, มาระโก 16:15, โรม 1:16, โรม 10:9-10 

6. การมีโค้ช, ที่ปรึกษาหรือผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ คนเหล่านี้จะไม่ได้คอยบอกคุณว่าคุณควรทำอะไร หรือคอยกำกับให้คุณไปตามทางที่เขาบอก แต่หน้าที่ของพวกเขาคือที่จะคอยสนับสนุนและให้กำลังใจคุณในการเดินกับพระเจ้า การมีคนแบบนี้ในชีวิตจะช่วยให้คุณเข้าใจว่า พระองค์ทรงปรารถนาให้คุณทำสิ่งใดหรือพระเจ้าตรัสอะไรกับคุณได้ชัดเจนขึ้น พวกเขาจะช่วยคุณให้รักษาความตั้งใจหรือปฎิภาณที่คุณตั้งใจที่จะทำตามทางของพระเจ้า ตัวอย่างของการโค้ชหรือการเป็นที่ปรึกษาในพระคัมภีร์นั้นได้แก่ เยโธร ในอพยพ 18: 1-24 , อ.เปาโล จาก 1 เธสะโลนิกา 3:10, เอเฟซัส 4:11-12 , บารนาบัส ในกิจการ 9:23-31 และพระเยซูที่ทรงอยู่กับสาวกเป็นเวลา 3 ปี ทรงสอน, อบรม และทรงนำพวกนั้น จากนั้นพระองค์จึงมอบพันธกิจของพระองค์ให้พวกเขาทำต่อ

7. หาเวลาพักผ่อน มีชีวิตที่สมดุลย์ ดูแลร่างกายของคุณให้ดีพอๆกับการดูแลจิตวิญญาณ เพราะว่าร่างกายของคุณเป็นวิหารของพระเจ้า ในฐานะที่เป็นคริสเตียน พระองค์ทรงดำรงอยู่ในเราทุกคนผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์         1 โครินธ์ 3:16 และ 6:19-20

8. ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า – สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำได้อย่างง่ายๆ เพราะเราอาจจะคิดถึงการนั่งสมาธิหรือสิ่งอื่นๆของศาสนาหรือลัทธิอื่นที่สอนผิด สำหรับคริสเตียนแล้ว การใคร่ครวญหมายถึงการคิดทบทวนพระวจนะของพระเจ้าที่คุณได้อ่านจากเวลาเฝ้าเดี่ยว, หรือจากคำเทศนาหรือคำสอนต่าง ๆ ให้คิดถึงข้อพระคัมภีร์ที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อท้าทายคุณ อธิษฐานขอที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้คุณเข้าใจข้อเหล่านั้นมากขึ้นและจะนำข้อเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างไร โยชูวา 1:8, สดุดี 1:2 (มีอีกหลายข้อที่พูดถึงเรื่องนี้ในสดุดี)

Eunice Burden

"ยูนิส มาจากสหราชอาณาจักรและอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลา 25 ปีแล้ว
ในปี 1983-1992 เธอทำงานภายใต้องค์กรของ Chritian Brethren ในช่วงเวลานั้น
เธอได้ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานคนไทยในการเขียนบทเรียนรวีหลักสูตร 4 ปี -บ้านมาระกา- และเดินทางทั่วประเทศเพื่อจัดอบรมสัมนาการสอนในชั้นเรียนรวีวันอาทิตย์
ยูนิสเดินกลับไปอยู่สหราชอาณาจักรเป็นเวลา 8 ปี เพราะเธอรู้สึกว่าพระเจ้าต้องการให้
เธอกลับไป ในช่วงนั้น เธอกลับมาศึกษาต่อในหลายๆหลักสูตร รวมถึงปริญญาในด้านศาสนศาสตร์ แล้วกลับมารับใช้ในประเทศไทยในปี 1999 ภายใต้การดูแลของ OMF
นับตั้งแต่นั้นมาถึงปัจจุบัน เธอรับใช้ในส่วนการสอนอบรมผู้นำหรือฆราวาสของคริสตจักรต่างๆที่ไม่ได้ผ่านการเรียนจากพระคริสตธรรมแต่มีใจในการรับใช้ ยูนิสจัดการสอนการอบรม,ช่วยเหลือสนับสนุนและให้คำแนะนำต่อผู้นำเหล่านี้
เมื่อได้รับใช้มาหลายๆปี เธอได้ถูกชวนให้มาช่วย ร่วมเป็นสมาชิกทีมกระบวนกร (facilitator) ในการสอนหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรของโอเอ็มเอฟ ซึ่งมีสามหลักสูตร PHAW (Pre-Home Assignment workshop - เวิร์คช็อปที่ช่วยมิชชันนารีเตรียมตัวรายงานผลการทำงาน) PT ( Project Timothy - โครงการทิโมธี หลักสูตรการพัฒนาบุคคลและพัฒนาความเป็นผู้นำ) TOT (Training of Trainers - หลักสูตรฝึกอบรมผู้สอน เพื่อส่งเสริมและเตรียมบุคลากรของโอเอ็มเอฟทุกคนที่มีหน้าที่ในการสอนชั้นเรียนผู้ใหญ่ให้พร้อมมากยิ่งขึ้น)"

ติดตามเราได้ทางช่องทางนี้